ปลาทอง

ปลาทอง

ชื่อสามัญ ปลาทอง Goldfish

ชื่อวิทยาศาสตร์ ปลาทอง Carassius auratus auratus (Linnaeus, 1758)

ปลาทองมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนและได้มีการนำเข้ามาเพาะขยายพันธุ์ในประเทศไทย จนได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย มีการคัดพันธุ์เพื่อให้ได้สายพันธุ์ใหม่ ๆ ที่มีลักษณะ และสีสรรแปลกออกไป พันธุ์ปลาทองที่ได้รับความนิยมในตลาดปัจจุบัน ได้แก่ พันธุ์หัวสิงห์ (Lion head) ออแรนดา (Oranda) เกล็ดแก้ว (Pearl scale) ตาโปน (Telescope Eye) ริวกิ้น (Ryukin) ตาลูกโป่ง (Bubble eye) และชูบุงกิ้น (Shubunkin) เป็นต้น

การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลาทอง

บ่อเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลาทองสามารถเลี้ยงได้ทั้งในบ่อซีเมนต์ บ่อดิน ถังไฟเบอร์ ตู้กระจก ฯลฯ ทำเลที่เหมาะสมในการสร้างบ่อพ่อแม่พันธุ์ปลาทอง คือ บริเวณที่แสงแดดส่องได้บ้างในเวลาเช้าหรือเย็น หากเป็นที่โล่งแจ้งต้องทำหลังคาหรือร่มเงาให้แสงส่องลงได้เพียง 25-40% บ่อที่ได้รับแสงแดดที่พอเหมาะทำให้สามารถควบคุมการเจริญเติบโตของตะไคร่น้ำ และแพลงค์ตอนพืชให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมทำให้น้ำในบ่อใสสะอาดอยู่เสมอเหมาะกับความเป็นอยู่ของปลา พื้นที่บ่อไม่จำกัด ใส่น้ำลึก 30-70 เซนติเมตร ขึ้นกับชนิดปลา ถ้าเป็นปลาทองสายพันธุ์หัวสิงห์ก็ใส่น้ำตื้น ส่วนพันธุ์ออแรนดาสามารถใส่น้ำลึกได้ ให้อากาศผ่านหัวทรายตลอดเวลา บ่อขนาด 4 ตารางเมตร น้ำลึก 70 เซนติเมตร ใส่หัวทรายให้อากาศแรง ๆ 2-3 หัว ปล่อยพ่อแม่ปลาในอัตราส่วน เพศผู้ต่อเพศเมีย เท่ากับ 2:3 ความหนาแน่น 6 ตัว/ตารางเมตร หรือปริมาตรน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร ปล่อยพ่อแม่พันธุ์น้ำหนักรวม 2-2.5 กิโลกรัม

อาหารที่ใช้เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ อาหารธรรมชาติ ได้แก่ ลูกน้ำ หนอนแดง ไส้เดือนแดง หรืออาร์ทีเมีย อาหารมีชีวิตเหล่านี้จะทำให้ปลาโตเร็ว และปลากินได้ตลอดเวลา แต่การจัดเตรียมหรือจัดหาอาจมีความยุ่งยากในบางพื้นที่

อาหารสำเร็จรูป ได้แก่ อาหารเม็ดปลากินพืชหรืออาหารเม็ดปลาดุกเล็ก โดยอาหารเม็ดปลาดุกเล็กจะดีกว่า เนื่องจากมีคุณค่าทางอาหารสูงกว่า สามารถเลี้ยงปลาได้เจริญเติบโตดี และมีสีสรรสวยงาม การให้อาหารให้วันละ 2-3 % ของน้ำหนักปลา เช่น มีปลาทั้งหมดหนัก 500 กรัม ให้อาหารเม็ดวันละ 10-15 กรัม โดยแบ่งให้วันละ 2 มื้อ เช้า-เย็น

น้ำที่ใช้เลี้ยงปลาทองควรเป็นน้ำที่สะอาด ใช้น้ำบาดาล น้ำจากแม่น้ำ หรือน้ำประปาที่ใสถังเปิดฝา ให้คลอรีนระเหยออกอย่างน้อย 3 วัน มี pH ประมาณ 6.5-7.5 ปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ำไม่ต่ำกว่า 5 มิลลิกรัมต่อลิตร จึงจำเป็นต้องมีระบบเพิ่มออกซิเจนในบ่อเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลาตลอดเวลา ความกระด้าง 75-150 มิลลิกรัมต่อลิตร และความเป็นด่าง 75-200 มิลลิกรัมต่อลิตร ปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ำไม่ต่ำกว่า 3 มิลลิกรัมต่อลิตร มีการดูดตะกอนก้นบ่อออกทุก ๆ 3 วัน แล้วเติมน้ำให้ได้ระดับเดิม การเลี้ยงปลาทองไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำบ่อย เพราะทำให้ปลาช้ำ และเกิดโรคง่าย ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำ 3 เดือน/ครั้ง ในปริมาณ 25-50% ของน้ำทั้งหมด และหากน้ำในบ่อมีคุณภาพไม่ดี ก็ให้ทำการล้างบ่อ นำน้ำเก่าจากบ่ออื่นมาเติมในปริมาณ 30% และใส่น้ำใหม่เพิ่มไปอีก 70% การไม่เปลี่ยนน้ำนาน ๆ แล้วเปลี่ยนถ่ายน้ำซึ่งเป็นการกระตุ้นให้ปลาวางไข่เป็นอย่างดี

การเพาะพันธุ์ปลาทอง การเพาะพันธุ์ปลาทองที่ง่าย และประหยัด คือ การใช้วิธีเลียนแบบธรรมชาติ โดยการปล่อยให้พ่อแม่ปลารัดกันเองในบ่อผสมพันธุ์ ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้

การคัดพ่อแม่พันธุ์ ปลาทองเจริญพัฒนาจนกระทั่งมีความสมบูรณ์เพศ เมื่อมีอายุประมาณ 6 เดือน น้ำหนัก 30 กรัม ก็สามารถใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ได้แล้ว แต่แม่ปลาขนาดเล็กให้ไข่น้อย และไข่มีขนาดเล็ก การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ ควรตรวจสอบลักษณะรูปร่างให้มีลักษณะตรงตามสายพันธุ์สมบูรณ์ แข็งแรง มีครีบตั้งแข็งไม่ฉีกขาด มีเกล็ดเป็นเงางาม และตรวจสอบความสมบูรณ์เพศดังนี้

เพศผู้ ในฤดูผสมพันธุ์บริเวณแผ่นปิดเหงือก (operculum) และด้านหน้าของครีบหูมีตุ่มเล็ก ๆ คล้ายเม็ดสิว เรียกว่า pearl organ เกิดขึ้น เวลาสัมผัสจะรู้สึกสากมือ

เพศเมีย มีรูปร่างกลม และป้อมกว่าเพศผู้ ปลาเพศเมียที่มีไข่แก่เต็มที่พร้อมผสมพันธุ์นั้น ส่วนท้องอูมใหญ่ และอ่อนนิ่ม บริเวณก้นบวม และมีสีแดงเรื่อ ๆ แม่ปลาที่ใช้ไม่ควรมีอายุเกิน 1 ปีครึ่ง เนื่องจากแม่ปลาที่มีอายุมากเกินไป ความสามารถในการวางไข่น้อยลง

การเตรียมบ่อเพาะพันธุ์ บ่อเพาะพันธุ์ปลาทอง ได้แก่ บ่อเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์นั่นเอง ลักษณะไข่ของปลาทองเป็นไข่ติด ไข่ปลาทองมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 มิลลิเมตร เนื่องจากเป็นไข่ติด จึงต้องมีการเตรียมวัสดุยึดเกาะ วัสดุดังกล่าวเรียกว่ารังเทียม ได้แก่ การน้ำพรรณไม้น้ำ เช่น สาหร่ายฉัตร สาหร่ายหางกระรอก มามัดรวมกันเป็นกำ กำละ 10-15 ต้น หรือผักตบชวาที่รากยาว นำไปใส่ไว้ในบ่อเพาะพันธุ์ให้กระจายทั่วผิวน้ำ นอกจากนี้อาจใช้เชือกฟางซึ่งตัดให้ยาวประมาณ 50 เซนติเมตร ฉีกให้เป็นฝอยมัดตรงกลางเรียกว่ารังเทียม นำไปใส่ไว้ในบ่อเพาะพันธุ์ให้กระจายทั่วผิวน้ำ วิธีนี้มีข้อดี คือ สามารถนำรังเทียมที่ทำด้วยเชือกฝางกับมาใช้ได้หลาย ๆ ครั้ง การใส่รังเทียมลงในบ่อเพาะเป็นการกระตุ้นให้แม่ปลาวางไข่ นอกจากนี้ในบ่อเพาะพันธุ์ต้องมีการเพิ่มออกซิเจนตลอดเวลา เมื่อใส่รังเทียมไปในตอนเย็น ปลามักวางไข่ในตอนเช้ามืดของอีกวัน โดยปลาตัวผู้เริ่มไล่ตัวเมีย และใช้หัวดุนที่ท้องของปลาตัวเมียเพื่อกระตุ้นให้วางไข่ ปลาตัวเมียปล่อยไข่เป็นระยะ ๆ ในเวลาเดียวกันนั้น ปลาตัวผู้ก็ปล่อยน้ำเชื้อเข้าผสม ไข่กระจายติดกับรังเทียม แม่ปลาวางไข่ครั้งละประมาณ 500-1,000 ฟอง วิธีการตรวจสอบอย่างง่าย ๆ คือ หลังจากใส่รังเทียมในตอนเย็น สามารถตรวจสอบการวางไข่ในตอนเช้า หากพบว่าแม่ปลามีการวางไข่ให้เก็บรังเทียมไปฟักในถังฟักไข่ ปลาทองสามารถวางไข่ได้ทั้งปี ดังนั้นจึงควรใส่รังเทียมลงไปทุกอาทิตย์ นอกจากนี้แม่ปลาทองมักวางไข่มากในฤดูหนาว ซึ่งปลาอาจมีการผสมพันธุ์วางไข่ได้ทั้งวันในช่วงนี้ จึงต้องนำรังเทียมไปเติมในบ่อ และเก็บไข่ไปฟักเป็นระยะ

การฟักไข่ นำรังเทียมที่มีไข่เกาะติดไปฟักในบ่อฟักไข่ ซึ่งอาจใช้ บ่อซีเมนต์ ถังไฟเบอร์ โอ่งหรือกะละมังพลาสติกก็ได้ ถ้าใช้ถังไฟเบอร์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 เมตร ใส่น้ำลึก 50-60 เซนติเมตร สามารถใช้ฟักไข่ได้ประมาณ 100,000 ฟอง ให้อากาศตลอดเวลา ไข่ปลาทองฟักออกเป็นตัวภายใน 2-4 วัน โดยขึ้นอยู่กับอุณหภูมิน้ำ ลูกปลาแรกฟักมีขนาดเล็กมาก ตัวใส เกาะติดกับรังไข่ หลังจากฟักเป็นตัวแล้วประมาณ 2-3 วัน ลูกปลาจึงว่ายน้ำออกจากรังไข่ และว่ายน้ำเป็นอิสระ ลักษณะลำตัวมีสีเข้มขึ้น เมื่อนำรังเทียมออกจากบ่อในระยะนี้ แล้วอนุบาลในบ่อเดิมต่อไป หรืออาจย้ายลูกปลาไปอนุบาลในบ่อใหม่ก็ได้

การอนุบาลลูกปลาทอง

ลูกปลาทองที่ฟักในระยะแรกเริ่มยังไม่กินอาหาร เนื่องจากยังใช้อาหารจากถุงไข่แดงที่ติดอยู่กับหน้าท้องได้ เมื่อลูกปลาอายุ 3 วัน ถุงไข่แดงยุบ จึงเริ่มกินอาหาร อาหารในระยะแรก คือ ไข่แดงต้มสุกบดละเอียด ละลายน้ำสาดให้กินวันละ 3-4 ครั้ง ลูกปลา 100,000 ตัว ให้ไข่แดงประมาณวันละ 1 ฟอง เมื่อลูกปลาอายุ 1 สัปดาห์ ควรเสริมไรแดงให้ลูกปลากิน ลูกปลาจึงเจริญเติบโตได้รวดเร็ว และแข็งแรงสมบูรณ์หรือให้ไรแดงตั้งแต่วันที่ 3 เลยก็ได้ เมื่อลูกปลาอายุ 1 เดือน จึงทำการคัดขนาด และย้ายบ่อ โดยคัดปลาที่มีขนาดใหญ่ใกล้เคียงกันไปอยู่ในบ่อใหม่ และให้อาหารเม็ดปลาดุกเล็กหรืออาหารมีชีวิต ได้แก่ ลูกน้ำ หนอนแดง เป็นต้น เมื่อลูกปลาทองมีอายุประมาณ 1.5-2.5 เดือน จึงริ่มเปลี่ยนสี ช่วงนี้ให้ทำการคัดปลาที่มีลักษณะสวยงามถูกต้องตามสายพันธุ์เพื่อเลี้ยงไว้ต่อไป ส่วนปลาที่เหลือนำไปเลี้ยงรวมกันอีกบ่อ เพื่อเป็นปลาทองที่จำหน่ายในราคาที่ถูกกว่า สำหรับปลาที่พิการ และถูกคัดทิ้ง จะนำไปจำหน่ายเป็นปลาเหยื่อ

ขอบคุณข้อมูล ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

airban-300x250
0
Shares